หุ้นไทย เล่นยังไง หลายคนมีความคิดอยากเล่นหุ้น แต่ในใจยังกล้า ๆ กลัว ๆ และไม่รู้ว่าต้องเริ่มจากตรงไหน ต้องเปิดบัญชีอย่างไร ใช้เงินแค่ไหน แล้วซื้อ-ขายอย่างไรล่ะ ถ้ากำลังมึน ๆ กับเรื่องหุ้นอยู่ละก็ ขอให้ตามกระปุกดอทคอมมาเลย
เพราะเราได้รวบรวมข้อมูลพื้นฐานสำหรับมือใหม่ที่อยากเล่นหุ้นด้วยตัวเองมาบอกให้รู้แล้วล่ะ


หุ้น (Stock) ก็คือตราสารทุนที่บริษัทนั้นออกและเสนอขายให้ประชาชนทั่วไป เพื่อระดมทุนนำเงินที่ได้ไปลงทุนในกิจการของบริษัทนั้น ทั้งนี้ เมื่อเราลงทุนไปในหุ้นของบริษัทใด เราจะมีฐานะเป็น “เจ้าของกิจการ” ของบริษัทนั้น ถ้าบริษัทดำเนินไปได้ดี เราก็จะได้กำไร
แต่ถ้าบริษัทมีปัญหา เราก็ประสบปัญหาขาดทุนได้ นี่ก็คือความเสี่ยงที่ได้จากการลงทุนในหุ้น ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนในรูปแบบอื่น เช่น พันธบัตร หุ้นกู้ แต่ก็เป็นทางเลือกที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงเช่นกัน

สำหรับการซื้อ-ขายหุ้น โดยทั่วไปจะต้องซื้อ-ขายผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯ แบ่งเวลาซื้อ-ขายเป็น 2 ช่วงด้วยกันคือ

  • ช่วงเช้า เปิดระหว่าง 09.55-10.00 น. ถึง 12.30 น.
  • ช่วงบ่าย เปิดระหว่าง 14.25-14.30 น. ถึง 16.35-16.40 น.

เล่นหุ้น เริ่มต้นกี่บาท ต้องมีเงินเท่าไร

คนรักหวยหุ้น โดยปกติการซื้อ-ขายหุ้นจะมีขั้นต่ำที่ 100 หุ้น ต่อ 1 คำสั่ง แต่จะต้องใช้เงินเท่าไรจะขึ้นอยู่กับจำนวนหุ้นและราคาหุ้นตัวที่เราต้องการซื้อ เช่น หากต้องการซื้อหุ้น ABCD ซึ่งมีราคา 1.50 บาท การซื้อ 100 หุ้น จะใช้เงิน 150 บาท (ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมการซื้อหุ้น และค่าคอมมิชชั่นบวกภาษี VAT ของแต่ละบริษัทหลักทรัพย์อีกเล็กน้อย)

แต่กรณีไม่ต้องการซื้อ-ขาย 100 หุ้น อยากซื้อแค่ 1 หุ้น 10 หุ้น 55 หุ้น เป็นเศษหุ้น แบบนี้ต้องซื้อในคำสั่งย่อย หรือ Odd Lot ซึ่งก็จะใช้เงินตามจำนวนหุ้นที่ซื้อเช่นกัน

ดังนั้น ถ้าอยากเป็นเจ้าของหุ้นตัวไหน ก็ให้ดูราคาหุ้นตัวนั้น แล้วเตรียมเงินให้พร้อมตามจำนวนหุ้นที่ต้องการ

อย่างไรก็ตาม การซื้อหุ้นต้องโอนเงินเข้าพอร์ตที่เปิดบัญชีไว้กับโบรกเกอร์ ซึ่งบางโบรกเกอร์อาจกำหนดขั้นต่ำของการโอนเงินเข้าพอร์ตไว้ด้วย ขึ้นอยู่กับแต่ละแห่ง นอกจากนี้ยังอาจมีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำในการซื้อ-ขายหุ้นต่อวัน จึงแนะนำให้ตรวจสอบจากโบรกเกอร์ก่อน

ซื้อ-ขายหุ้นต้องเสียค่าธรรมเนียมอะไรบ้าง ?

  1. ค่าธรรมเนียมบริษัทหลักทรัพย์ - ขึ้นอยู่กับบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) แต่ละแห่ง ที่จะคิดค่าธรรมเนียมไม่เท่ากัน บางแห่งกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ - ขึ้นอยู่กับประเภทของบัญชีที่เปิดว่าเป็นบัญชีประเภทไหน โดยปกติการซื้อ-ขายผ่านบัญชีเงินสดจะมีค่าธรรมเนียมสูงกว่าบัญชีแบบ Cash Balance - ขึ้นอยู่กับช่องทางซื้อ-ขาย หากเลือกซื้อ-ขายเองผ่านอินเทอร์เน็ต จะมีค่าธรรมเนียมถูกกว่าการซื้อ-ขายผ่านเจ้าหน้าที่การตลาด หรือ Marketing เรียกสั้น ๆ ว่า มาร์
  2. ค่าธรรมเนียมตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET Trading Fee) เรียกเก็บอัตรา 0.005% ของมูลค่าการซื้อ-ขายต่อวัน
  3. ค่าธรรมเนียมชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ฯ (Clearing Fee) ที่สำนักหักบัญชี เรียกเก็บอัตรา 0.001% ของมูลค่าการซื้อ-ขายต่อวัน
  4. ค่าธรรมเนียมการกำกับดูแล (Regulatory Fee) ที่สำนักงาน ก.ล.ต. เรียกเก็บ ที่อัตรา 0.001%
  5. ค่าธรรมเนียมธนาคาร ATS (Bank Fee) ที่ธนาคารเรียกเก็บ อัตรา 14 บาท กรณีเลือกตัดเงินจากบัญชีธนาคารโดยอัตโนมัติ
  6. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% โดยคิดจากค่าธรรมเนียมซื้อ-ขายหุ้นที่จ่ายให้กับโบรกเกอร์และจ่ายให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ เท่านั้น

วิธีเล่นหุ้นรูปแบบต่าง ๆ ที่ควรรู้จัก

การเล่นหุ้น หรือลงทุนในหุ้น มีอยู่หลายสไตล์ ขึ้นอยู่กับแนวคิดและความถนัดของตัวเองว่าชอบสายไหน มีเวลาเฝ้าจอแค่ไหน ซึ่งสไตล์การเล่นหุ้นที่ได้รับความนิยมก็อย่างเช่น

  1. การเล่นหุ้นแบบ VI
    การเล่นหุ้นแบบ VI (Value Investor) คือ การลงทุนในหุ้นที่มีความมั่นคงในระยะยาว หรือเป็นนักลงทุนหุ้นคุณค่า โดยเน้นลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานดี วิเคราะห์งบ ดูพื้นฐานบริษัทเพื่อประเมินมูลค่าของกิจการนั้นว่ามีแนวโน้มเติบโตได้อีกเรื่อย ๆ ในอนาคต

สาย VI เหมาะกับใคร : มนุษย์เงินเดือนทั่วไปที่ไม่มีเวลาเฝ้าจอ รวมทั้งคนที่ต้องการลงทุนในระยะยาว

หุ้นประเภทนี้ราคาจะค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นไป ไม่เหวี่ยงขึ้น-ลงแรง ดังนั้น นักลงทุนสาย VI จึงต้องถือหุ้นไว้นาน ๆ เน้นเก็บเงินปันผล เพื่อหวังผลตอบแทนในระยะยาว ยกเว้นมีเหตุให้ปัจจัยพื้นฐานของกิจการเปลี่ยนแปลง หรือดูแนวโน้มอนาคตไม่สดใส ก็อาจขายออกมาแล้วเปลี่ยนไปลงทุนในหุ้น VI ตัวอื่นแทน

  1. การเล่นหุ้นแบบ Run Trend
    เป็นการลงทุนที่ซื้อหุ้นแล้วถือตามแนวโน้มขาขึ้น มักเน้นถือไปยาว ๆ จนกว่าเทรนด์จะเปลี่ยนเป็นขาลงค่อยขายออกมา ซึ่งนักลงทุนแนว Technical แบบนี้ จะต้องดูกราฟออกว่าหุ้นตัวไหนเป็นขาขึ้น หรือกำลังเปลี่ยนเป็นขาลง รวมทั้งกำหนดจุดแนวรับ-แนวต้านได้

สาย Run Trend เหมาะกับใคร : คนที่อ่านกราฟได้ และไม่ค่อยมีเวลาเฝ้าจอ

  1. การเล่นหุ้นแบบ Swing Trade
    เน้นซื้อ-ขายหุ้นเพื่อทำกำไรส่วนต่างของราคาที่วิ่งเป็นรอบ อาจถือหุ้นรอบละ 3-5 วัน หรือเป็นสัปดาห์ หรือ 1 เดือนก็ได้ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของหุ้นตัวนั้น การลงทุนสไตล์นี้จึงเหมาะกับนักลงทุนที่จับสัญญาณจากกราฟเทคนิคได้ สาย Swing Trade เหมาะกับใคร : คนที่อ่านกราฟได้ และมีเวลาเฝ้าจอบ้าง
  2. การเล่นหุ้นแบบ Day Trade
    คือการเล่นหุ้นในระยะสั้น คือ ซื้อมา ขายไป ภายในวันเดียว ไม่ถือหุ้นข้ามวัน เป็นสไตล์การลงทุนแบบเก็งกำไรที่มีความเสี่ยงสูง เพราะราคาหุ้นมักผันผวนเร็ว สาย Day Trade จึงต้องมีความรู้เชิงเทคนิคอย่างเชี่ยวชาญจึงสามารถวิเคราะห์ได้ว่าควรเข้าซื้อเมื่อราคาเท่าไร และขายที่ราคาเท่าไร รวมทั้งรู้จักตั้งจุด Stop Loss เพื่อตัดขาดทุน สาย Day Trade เหมาะกับใคร : Full Time Trader ที่มีเวลาเฝ้าจอทั้งวัน และสามารถอ่านกราฟ ใช้เครื่องมือทางเทคนิคเพื่อวิเคราะห์หุ้นได้แม่นยำ
  3. การเล่นหุ้นแบบ DCA (Dollar Cost Averaging)
    อีกหนึ่งวิธีที่ได้รับความนิยมมาก เพราะไม่ต้องเกาะติดตลาดทุกวัน ไม่ต้องพะวงว่าจะซื้อหุ้นตอนราคาขึ้นหรือลง ช่วยสร้างวินัยการลงทุนด้วยการตัดเรื่องอารมณ์ออกไป เนื่องจากโดยหลักการคือให้เราเฉลี่ยลงทุนเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ ทยอยซื้อหุ้นตัวนั้นไปเรื่อย ๆ ทุกสัปดาห์ หรือทุกเดือน ตามที่เรากำหนด ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากราคาหุ้นที่ผันผวนได้ดี

สาย DCA เหมาะกับใคร : มือใหม่หัดเล่นหุ้น, มนุษย์เงินเดือนที่ไม่มีเวลาเฝ้าหน้าจอ หรืออาจไม่ได้มีความรู้เรื่องการลงทุนมากนัก จับจังหวะเข้าซื้อไม่ถูก

และนี่ก็คือภาพรวมของการเล่นหุ้น ซึ่งไม่ยากอย่างที่คิด ขั้นต่อไปก็ถึงเวลาเติมความรู้ให้ตัวเองมากขึ้น ติดตามข่าวสารทั้งในและต่างประเทศ ทั้งเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่อาจมากระทบต่อตลาดหุ้นในบ้านเราได้ ซื้อหวยออนไลน์